เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา
“สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวง มีความดับไปเป็นธรรมดา”

“สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวง มีความดับไปเป็นธรรมดา”
“ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ ประการ
ปฏิจจสมุปปันนธรรม เป็นอย่างไร คือ เป็นสภาวะไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกัน เกิดขึ้น มีความสิ้นไป มีความเสื่อมไป มีความคลายไป มีความดับไปเป็นธรรมดา
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๓๐๖ องค์ของภิกษุผู้บำเพ็ญความเพียร ๕ ประการ
อริยสาวก เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิดและความดับ อันประเสริฐ ทำลายกิเลสให้ถึงความสิ้นสุดแห่งทุกข์โดยชอบ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๑ หน้าที่ ๑๖ โยคสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๙ หน้าที่ ๑ อวิชชาสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๐ หน้าที่ ๓๕๓ ปฐมนิทานสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๗ หน้าที่ ๗๘ อุทานสูตร
มาตุคามผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นอย่างไร คือ มาตุคามในโลกนี้เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๓ หน้าที่ ๒๔๕ มาคัณฑิยสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๖ หน้าที่ ๓๔ ปัจจยสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๒ หน้าที่ ๔๒๑ มหานามสูตร
ว่าด้วยทางถูกที่เข้าถึงแสนยาก และทางผิดที่เราทั้งหลายคุ้นเคยดี
‘สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ’ ด้วยเหตุอะไรบ้าง พระอริยสาวกจึงชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอัน แน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๘๑ สัมมาทิฏฐิสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๒ หน้าที่ ๔๒๑ มหานามสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๖๑ สุนักขัตตสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๓ หน้าที่ ๔๕๑ สีหนาทสูตร
การเจริญอานาปานสติ ตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ เป็นอย่างไร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๔ หน้า ๑๗๔ มหาจัตตารีสกสูตร
เมื่อใด พระอริยสาวกรู้ชัดอาสวะ เหตุเกิดแห่งอาสวะ ความดับแห่งอาสวะ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาสวะ เมื่อนั้น แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
อริยสาวก เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
“ท่านผู้เจริญ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ก่อขึ้น อิงอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น สิ่งนั้นไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า ‘นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา’ และรู้ชัดอุบายเป็นเครื่องสลัดออกซึ่งสิ่งนั้นอย่างยอดเยี่ยม ตามความเป็นจริง”
การเจริญโพชฌงค์ ๗
อินทรีย์ ๕ คือ พละ ๕ สิ่งใดเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสัทธาพละ สิ่งใดเป็นสัทธาพละ สิ่งนั้น เป็นสัทธินทรีย์ สิ่งใดเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นวิริยพละ สิ่งใดเป็นวิริยพละ สิ่งนั้น เป็นวิริยินทรีย์ สิ่งใดเป็นสตินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสติพละ สิ่งใดเป็นสติพละ สิ่งนั้น เป็นสตินทรีย์ สิ่งใดเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสมาธิพละ สิ่งใดเป็นสมาธิพละ สิ่งนั้นเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งใดเป็นปัญญินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นปัญญาพละ สิ่งใดเป็น ปัญญาพละ สิ่งนั้นเป็นปัญญินทรีย์...
มหาสติปัฏฐานสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๐ หน้าที่ ๓๐๑
เราไม่ต้องรู้ทั้งหมดในพระไตรปิฎก แต่ขอให้ใส่ใจ ตั้งใจ เพื่อจะรู้ในพระสูตรคำสอน อันเนื่องด้วยอริยสัจสี่ก่อน ส่วนพระสูตร คำสอน ประกอบอื่นๆ ยังไม่ต้องรู้ ยังจำไม่ได้ ก็ไม่เสียหาย แต่ถ้าเรารู้พระสูตร คำสอนมากมายในพระไตรปิฎก แต่กลับเข้าไม่ถึงอริยสัจสี่ ความรู้เหล่านั้นก็เปล่าประโยชน์ เพราะความรู้นั้นจะเป็นไปเพื่อความยึดมั่น ถือมั่นว่า อย่างนี้ดี อย่างอื่นไม่ดี อย่างนี้ใช่ อย่างอื่นไม่ใช่ ความรู้นั้นจะเป็นไปเพื่อยกตน และเพ่งเล็ง ตำหนิคนเหล่าอื่น ออกจากความยึดมั่น ออกจากอัตตา ไม่ได้เลย...
อินทรีย์ ๕ ๑. สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา) ๒. วิริยินทรีย์ (อินทรีย์คือวิริยะ) ๓. สตินทรีย์ (อินทรีย์คือสติ) ๔. สมาธินทรีย์ (อินทรีย์คือสมาธิ) ๕. ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา)
อิทธิบาท ๔ และ สัมมัปปธาน ๔ เป็นธรรมที่เกื้อหนุน เคียงคู่กันไป เป็นปัจจัยให้เกิดสติ สมาธิ ปัญญา