คุณลักษณะของอนาคามีบุคคล
คุณลักษณะของอนาคามีบุคคล

คุณลักษณะของอนาคามีบุคคล
ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๐ หน้าที่ ๔๖ อปรอัจฉราสังฆาตวรรค
กายคตาสติ หรือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอย่างไร
ทำความเข้าใจ เรื่อง ทาน ศีล สวรรค์ ปัญญา
ทำความเข้าใจเรื่อง เจ้าสรณานิศากยะ ดื่มน้ำเมา คือกรรมอะไร ใช่ทุศีลแน่นอนหรือไม่ อะไรคือวัตถุประสงค์ของการบัญญัติศีลข้อนี้
ราคะ โทสะ พอเห็นได้ พอรู้สึกตัวรู้ว่ามีราคะ มีโทสะได้ แต่โมหะ เห็นได้ยากนัก
บทสนทนาธรรมเบื้องต้น ที่อริยสาวกต้องเข้าใจ เพื่อให้อริยสาวกทั้งหมด มีทั้งสัมมาทิฏฐิชั้นโลกียะ และสัมมาทิฏฐิชั้นโลกุตตระ การได้ยินได้ฟัง อนุปุพพิกถา เป็นไปเพื่อให้มีสัมมาทิฏฐิชั้นโลกียะ การได้ยินได้ฟัง ปฏิจจสมุปบาท เป็นไปเพื่อให้มีสัมมาทิฏฐิชั้นโลกุตตระ ส่วนบรรพชิตหรือนักบวชในสมัยพุทธกาล ล้วนมีสัมมาทิฏฐิชั้นโลกียะแล้ว การแสดงธรรมแก่บรรพชิตผู้หลีกออกจากกาม จึงไม่ต้องแสดง อนุปุพพิกถา
การโยนิโสมนสิการไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท จนเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท นั้นคือหนทางที่จะเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรม จึงจะไม่ยึดมั่นในธรรมทั้งปวงได้
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตรัสรู้ ปฏิจจสมุปบาท การโยนิโสมนสิการไปตามปฏิจจสมุปบาท นั้นแหละคือการปฏิบัติธรรม ที่ชื่อว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว การรู้ปฏิจจสมุปบาท จึงเป็นฐานะที่จะปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้อง แต่การไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท นั้นไม่ใช่ฐานะที่จะปฏิบัติธรรมได้ถูกต้อง
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตรัสรู้ ปฏิจจสมุปบาท การโยนิโสมนสิการไปตามปฏิจจสมุปบาท นั้นแหละคือการปฏิบัติธรรม ที่ชื่อว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว การรู้ปฏิจจสมุปบาท จึงเป็นฐานะที่จะปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้อง แต่การไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท นั้นไม่ใช่ฐานะที่จะปฏิบัติธรรมได้ถูกต้อง
ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นจึงจะชื่อว่าเห็นธรรม
วัตรอันงามในอดีตชาติของพระศาสดา คือ กรรมขาว กรรมขาวนี้ อาศัยโลกียสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย แต่กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว นี้แหละเป็นวัตรอันงามที่พระศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บัญญัติไว้ วัตรอันงาม หรือ อริยมรรคมีองค์แปด หรือ กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว นี้อาศัยอริยสัมมาทิฏฐิ คือ ความรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทเป็นปัจจัย
กามธาตุ พยาบาทธาตุ วิหิงสาธาตุ ถ้าพัวพันกับธาตุเหล่านี้ อกุศลทางกายวาจาใจย่อมเกิด ครั้นตายไป ย่อมเกิดในกามภพ เนกขัมมธาตุ อพยาบาทธาตุ อวิหิงสาธาตุ ถ้าหลีกออกจากกามธาตุได้ เห็นโทษของกามแล้ว ย่อมคิดคำนึงถึงเนกขัมมธาตุได้เป็นปกติ แต่เนกขัมมะนั้นจะเป็นแบบปุถุชน หรือเป็นแบบอริยะ นั้นขึ้นกับความรู้ความเข้าใจ ว่ามีอริยสัมมาทิฏฐิหรือไม่ หรือมีเพียงแค่สัมมาทิฏฐิชั้นโลกียะ
จุนทะ เพราะเหตุนั้น ธรรมทั้งหลายที่เราแสดงไว้แล้วเพื่อความรู้ยิ่งบริษัททั้งหมดนั้นแหละ พึงพร้อมเพรียงกันประชุม สอบทานอรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะในธรรมนั้น แล้วพึงสังคายนา ไม่พึงวิวาทกัน เพื่อให้พรหมจรรย์นี้ตั้งอยู่ได้นาน ดำรงอยู่ได้นาน ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เพราะเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาท จึงรอบรู้ทุกข์ จึงรอบรู้ธรรมทั้งปวง รวมทั้งรอบรู้ใน จิต มโน วิญญาณ
การเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท เป็นทางมาของการรอบรู้ทุกข์ เป็นทางมาของการรอบรู้ จิต มโน วิญญาณ อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วย
ปฏิปักขธรรม ๑๐ ประการ ที่บรรพชิตต้องละ ฆราวาสชั้นเลิศ ชั้นประเสริฐ
การเข้าใจในธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น ที่มีในตน เป็นพื้นฐานของการปฏิบัติธรรม เป็นพื้นฐานของการเห็นแจ้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
กรรมสี่ประการ กรรมสามประการแรก เกิดจากจิตวิปลาส นับเป็น อกุศล ๑. ผัสสะเกิด สัญญาวิปลาสเกิด จิตวิปลาสเกิด บุญเกิด กรรมขาวเกิด ๒. ผัสสะเกิด สัญญาวิปลาสเกิด จิตวิปลาสเกิด บาปเกิด กรรมดำเกิด ๓. ผัสสะเกิด สัญญาวิปลาสเกิด จิตวิปลาสเกิด ทั้งบุญและบาปเกิด กรรมทั้งดำและขาวเกิด กรรมประเภทที่สี่ เกิดจากจิตไม่วิปลาส นับเป็น กุศล ๔. มโนผัสสะเกิด สัญญาไม่วิปลาสเกิด จิตไม่วิปลาสเกิด กุศลกรรมบถสิบเกิด
๑. จินตามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการคิด)๒. สุตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการฟัง)๓. ภาวนามยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการอบรม)
กายภาวนา จิตตภาวนา ปัญญาภาวนา
การได้อัตภาพ ๔ ประการ๑. การได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนดำเนินไป มิใช่สัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป๒. การได้อัตภาพที่สัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป มิใช่สัญเจตนาของตนดำเนินไป๓. การได้อัตภาพที่สัญเจตนาของตนและสัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป๔. การได้อัตภาพที่มิใช่สัญเจตนาของตนและมิใช่สัญเจตนาของผู้อื่นดำเนินไป
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๑ หน้าที่ ๓๖๗ ทสุตตรสูตร ว่าด้วยธรรม ๑ ถึง ๑๐ ประการ ยกมา ๒ ประการแรก
พระศาสดาตรัสรู้ ธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น พระองค์รู้แจ้ง สังขตธรรม เหล่านั้นอย่างแจ่มแจ้ง จึงได้รู้ชัดในธรรมทั้งปวงนั้น ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยเหตุนี้ คือรู้แจ้ง ในธรรมทั้งปวงนั้น จึงหลุดพ้น ไม่ถือมั่นในธรรมทั้งปวงนั้นได้
เพราะรู้ชัด ถึงความไม่มีอัตตาในสังขตธรรมทั้งปวง อริยสาวก จึงถึงความเบาใจ ไม่สะดุ้งกลัว ต่อความตายที่จะมาถึงในวันหน้า
ทุติยอนาถปิณฑิกสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๙ หน้าที่ ๕๔๐
สิกขาบท สิกขาสาม ขันธ์สาม คืออะไร ตั้งใจฟังธรรมบรรยายนี้ จะเข้าใจมากขึ้น
“ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยแห่งตรรก ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ สำหรับหมู่ประชาผู้รื่นรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย ฐานะอันนี้ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือหลักอิทัปปัจจยตา หลักปฏิจจสมุปบาท แม้ฐานะอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากนัก กล่าวคือความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสลัดอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา วิราคะ นิโรธ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม และผู้อื่นจะไม่เข้าใจซึ้งต่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นค...
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ เกิดจากผัสสะที่มีสัญญาวิปลาสในกาม จึงฟุ้งซ่านรำคาญไปในกามธาตุนั้น อุทธัจจะ ที่เป็นสังโยชน์ เกิดจากผัสสะ(ที่ไม่ใช่ผัสสะกับกามธาตุ) แล้วมีสัญญาวิปลาส ไม่รู้แจ้งโลกตามความเป็นจริง จึงฟุ้งซ่านไปว่าเมื่อไหร่หนอเราจะบรรลุวิโมกขธรรม หรืออรหันตผล ทั้งที่เราก็มีคุณธรรมสูงมากแล้ว
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๓ หน้าที่ ๒๔๕ มาคัณฑิยสูตร