สนทนาเรื่อง กรรม
กรรมคืออะไร มีกี่แบบ กรรมเกิดจากอะไร กรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นอย่างไร

กรรมคืออะไร มีกี่แบบ กรรมเกิดจากอะไร กรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นอย่างไร
พระศาสดา(หมอผ่าตัด)ผู้รู้แจ้งโลก แสดงพระสัทธรรม ผู้รู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งพระสัทธรรมนั้น ย่อมได้อริยปัญญา (มีด คือปัญญารู้แจ้งในพระสัทธรรม) สมัยใดระลึกถึงพระสัทธรรมได้ สมัยนั้นชื่อว่ามีสติ มีเครื่องตรวจหาตัณหา พร้อมที่จะใช้มีดคืออริยปัญญา ชำแรกกิเลส(ตัณหา) ให้สิ้นไปได้ในสมัยนั้น
ศึกษาพระสูตร สนทนาธรรม
ความเกี่ยวข้อง เกื้อกูลกัน ของบรรพชิตและคฤหัสถ์ กรรมขาว กรรมไม่ดำไม่ขาว
ประกอบด้วยความรู้ที่สำคัญ เป็นแก่นคำสอนในพระพุทธศาสนา
มธุปิณฑิกสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๒๐๙
บนสนทนาธรรม เกี่ยวกับอาหารสี่ ผัสสะ การเดินมรรค
ผู้มีราตรีเดียวเจริญ คือผู้มีสติ ประกอบพร้อมด้วยอริยมรรคอยู่จึงอาจหมายถึง ๑. พระอรหันต์ ผู้มีสติสมบูรณ์พร้อมด้วยอริยมรรคอยู่เป็นปกติ รู้แจ้งโลก ไม่ถือมั่นอดีต อนาคต ปัจจุบัน แม้จะปรารภอดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็รู้ชัดสิ่งนั้น ไม่ถือมั่นอดีต อนาคต ปัจจุบันโดยความเป็นอัตตาอยู่เป็นปกติ ๒. เสขบุคคล สมัยที่มีสติ สมัยที่กำลังเดินมรรค แม้จะปรารภอดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็ย่อมจะรู้ชัดในสิ่งนั้น และจะไม่ถือมั่นอดีต อนาคต ปัจจุบันโดยความเป็นอัตตาได้ในที่สุด การคิดถึงอดีต การคิดถึงอนาคต การคิดถึงปัจจุบัน เป็นธรรมชาต...
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดการเห็นธรรมในธรรม โดยอาศัยการกำหนดรู้นิวรณ์ เพื่อรู้แจ้งสังขตธรรมทั้งปวง เพื่อรู้แจ้งปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งปวง ตามความเป็นจริง
การเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งปวง ตามความเป็นจริง การเห็นแจ้งในสังขตธรรมทั้งปวง ตามความเป็นจริง นี้คือทางเพื่อความพ้นทุกข์
การรู้ชัดความเกิด ความดับของอายตนะภายในหก จะเป็นเหตุให้ละสังโยชน์ได้ ดังนั้น การรู้ชัดความเกิด ความดับของสังขตธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นการเห็นปฏิจจสมุปบาท เป็นการเห็นธรรม เป็นองค์คุณของอริยบุคคล
นามธรรมทั้งปวง ล้วนเนื่องด้วยนามธาตุ คือ วิญญาณธาตุ แต่จะเนื่องด้วยอย่างไร ต้องเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท ตายแล้วอย่างไรต่อ คำตอบมีในคลิปนี้
การเห็นอริยสัจสี่ เป็นอย่างไร การรู้แจ้งขันธ์ห้า เป็นอย่างไร
อัสสขลุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๐ หน้าที่ ๓๘๗
“ ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ ประการ ”
ความรู้ความเข้าใจในปฏิจจสมุปบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ สมัยใดที่เกิดการมนสิการโดยแยบคาย ไปตามปฏิจจสมุปบาท ย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวง ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อริยมรรคเพื่อออกจากความยึดมั่น อริยมรรคเพื่อออกจากทุกข์ เป็นอย่างนี้
อะไรที่เราควรรู้แจ้งตาม จากอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ที่พระศาสดาได้บรรลุแล้ว บางอย่างเราต้องบรรลุอย่างที่พระศาสดาได้บรรลุแล้ว เพื่อให้ถึงความเป็นอริยบุคคล บางอย่าง องค์คุณยังไม่ถึง เราไม่อาจบรรลุคุณอันไหนได้
การรู้ชัดธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น ตามความเป็นจริง หรือรู้ชัดปฏิจจสมุปบาท นั้นคือหนทางอันประเสริฐ ที่จะทำให้เห็นแจ้งใน อนัตตา เพราะเห็นอนัตตา โดยถูกต้องตามความเป็นจริง จึงจะหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้
หลักการเจริญสติ มีหลักเดียว คือ ต้องพิจารณา หรือต้องโยนิโสมนสิการ ในธรรมนั้น ดังนี้ว่า เพราะอะไรหนอมี ธรรมนี้จึงมี หรือ เพราะอะไรหนอไม่มี ธรรมนี้จึงไม่มี การพิจารณา ไปตามลำดับดังนี้ จะทำให้เห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท เพราะเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท ย่อมรู้ชัดในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะรู้ชัดในอนัตตา ย่อมหลุดพ้น ไม่ถือมั่นในธรรมทั้งปวง
ว่าด้วยการแสดงธรรมเรื่องสำคัญ เพื่อให้ภิกษุได้รับเอาไปปฏิบัติ ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
ว่าด้วยการแสดงธรรมเรื่องสำคัญ เพื่อให้ภิกษุได้รับเอาไปปฏิบัติ ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
สัมมาทิฏฐิ ความรู้ที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพื่อออกจากทุกข์ทั้งปวง
ความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้อง ในสังขตธรรมทั้งปวง นี้คืออริยสัมมาทิฏฐิ ที่ต้องมีก่อน ที่ต้องรู้ก่อน แล้วอาศัยความรู้ความเข้าใจนี้ เพื่อกำหนดรู้ เพื่อรู้ชัด เพราะเมื่อรู้ชัด เมื่อน้อมใจไปอย่างนั้น จึงจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้นจาก สังขตธรรมทั้งปวงได้
บทสนทนา นำเรื่องราวจากชีวิตประจำวัน เข้าสู่กระบวนการเดินมรรค กระบวนการกำหนดรู้ เพื่อรู้แจ้ง เพื่อหลุดพ้น ได้อย่างไร
สัพพาสวสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑๗
อาสวะที่ต้องละด้วยทัสสนะ เพราะอาศัยการได้ฟังพระสัทธรรม และเพราะอาศัยโยนิโสมนสิการ จนเห็นแจ้งในพระสัทธรรม คือ เห็นแจ้งในอริยสัจ เห็นแจ้งในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะเห็นปฏิจจสมุปบาท เพราะเห็นธรรม เพราะเห็นการตรัสรู้ของพระศาสดา เพราะเชื่อในการตรัสรู้ของพระศาสดาแล้วนั่นเอง โสดาบันจึงมีได้
กายคตาสติสูตร ว่าด้วยการกำหนดรู้กาย การกำหนดรู้ดินน้ำไฟลม
พระศาสดา ตรัสรู้ความจริงนี้ ความจริงอันซับซ้อน ยุ่งยาก ยาก จนหาคนที่จะรู้ตามได้ยากยิ่ง เพราะเหตุนั้น ในเบื้องต้น พระศาสดาจึงน้อมไปที่จะไม่แสดงธรรม ดังนั้นสิ่งที่พระศาสดาตรัสรู้จึงยาก และเราต้องรู้แจ้งในสิ่งนั้นให้ได้ และสิ่งนั้น สิ่งที่พระศาสดาตรัสรู้นั้น ก็คือ เรื่องของตัวเรานั่นเอง ผู้ใดไม่รู้ชัดว่า ตัวเราคืออะไร ผู้นั้นย่อมออกจากอัตตาไม่ได้เลย
“อานนท์ เพราะเหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นาวิญญาณจึงชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาจึงชื่อว่าเป็นยางเหนียว วิญญาณดำรงมั่นอยู่ได้ เพราะธาตุอย่างหยาบของสัตว์ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ การเกิดในภพใหม่จึงมีต่อไปอีกด้วยประการฉะนี้”
อาศัยดินน้ำไฟลมมี กามธาตุจึงมี อาศัยผัสสะกับกามธาตุ เวทนา สัญญาในกาม สังกัปปะ(สังขาร)ในกาม จึงมี อาศัยสัญญาวิปลาส สังกัปปะวิปลาส ในกามธาตุนั้น จิตวิปลาสในกามธาตุ หรือ กาโมจึงมี