นันทโกวาทสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๔๕๒

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๔๕๒
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๙ หน้าที่ ๕๙๒
การอยู่จำเทวตาอุโบสถ
“พระธรรมเป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง พระธรรมเป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง” ข้าแต่ท่านพระโคดม ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระธรรมจึงชื่อว่าเป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตนอันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน
หมู่คณะสนทนาการเดินมรรค
โสดาบันคือใคร มีองค์คุณอย่างไรบ้าง หากเราปรารถนาจะพ้นจากทุกข์ ต้องใส่ใจ ตั้งใจฟัง ให้เข้าใจ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๗ หน้าที่ ๑ นกุลปิตุสูตร
ความรู้เรื่อง กุศล อกุศล เป็นเรื่องสำคัญในพุทธศาสนา เป็นความรู้ที่ไม่ทั่วไป เฉพาะอริยสาวกเท่านั้นจึงจะรู้ชัดในเรื่องนี้
หมู่คณะช่วยกันกล่าวธรรม เจริญสติปัฏฐาน
เห็นจิต เห็นธรรม ตามความเป็นจริง
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายภายในอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายภายนอกอยู่ หรือพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในเวทนาทั้งหลายอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับในเวทนาทั้งหลายอยู่ หรือพิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในเวทนาทั้งหลายอยู่
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุย่อม พิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่ พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกอยู่ หรือพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่ หรือพิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในกายอยู่
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๐ หน้าที่ ๓๑๖
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๐ หน้าที่ ๓๑๔
อนัตตลักขณสูตร พระสูตรที่ ถ้าเราตั้งใจฟัง แล้วโยนิโสมนสิการตามไป ย่อมทำให้อริยมรรคเกิด ย่อมทำให้เกิดการบรรลุธรรมได้
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ย่อมเกิดขึ้นทั้งหมด เมื่ออริยมรรค หรือ โพธิปักขิยธรรม หมวดใดหมวดหนึ่งเกิดขึ้น
อ.แป๊ะ อธิบายการปฏิบัติธรรม
เมื่อวิเวก สงัดแล้วจากกามสัญญา ความดำริในกาม พยาบาท เบียดเบียนย่อมไม่มีในสมัยนั้น การเจริญสติเป็นฐานะที่จะเกิดขึ้นได้ ในปัจจุบันขณะ ก็เช่นกัน หากมีศรัทธา มีฉันทะ ก็เป็นฐานะที่เราจะระลึกถึงคำสอน แล้วโยนิโสมนสิการ จนเห็นแจ้งในธรรมได้ ทั้งนี้จะต้องวิเวก คือสงัดจากกามสัญญา ซึ่งฐานะของฆราวาสนั้น การจะวิเวกในปัจจุบันขณะ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ยาก ตามเหตุปัจจัย
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๒๗
สิ่งใดอาพาธ สิ่งนั้นควรเห็นว่าเป็นอนัตตา สิ่งที่ไม่อาพาธ สิ่งนั้นควรเห็นว่าเป็นอัตตา แต่ไม่มีสิ่งนั้นเลยในฝั่งนี้ ไม่มีสิ่งใดเลยในฝั่งนี้ที่ไม่อาพาธ
การเจริญอนุสสติ
ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงสิ่งที่เราศรัทธา แล้วมีความสุข แต่จะเป็นการเจริญสติ ต้องเห็นธรรม เห็นความจริงของทุกข์ทั้งปวงด้วย
การจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ อาศัยสัญญาและใจ ของสัตว์ เราบัญญัติโลก ความเกิดแห่งโลก ความดับแห่งโลก และข้อปฏิบัติ ที่ให้ถึงความดับแห่งโลก ในร่างกายที่มีประมาณวาหนึ่ง มีสัญญา มีใจนี้เอง
ปฏิจจสมุปบาท กุศล อกุศล อริยสัจ อาหารสี่ เหล่านี้คือ ความรู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ
ไม่รู้อริยสัจ ไม่รู้อริยศีล คือ ไม่รู้กุศล ไม่รู้อกุศล ย่อมไม่อาจไปถึงกุศลธรรม ไม่อาจถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบได้
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๒ หน้าที่ ๔๒๑
มีศีล แต่ยังเป็นอกุศลก็มี มีศีล ไม่เป็นอกุศล เป็นอริยะศีล เป็นอย่างไร? ต้องใส่ใจฟังให้ดี
สัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างไร คือ ความรู้ในทุกข์ (ความทุกข์) ความรู้ในทุกขสมุทัย (เหตุเกิดแห่งทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธ (ความดับแห่งทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์) ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
ด้วยวิธีนี้ ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกอยู่ หรือพิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้งภายนอกอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับในจิตอยู่ หรือพิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในจิตอยู่ หรือว่า ภิกษุนั้นมีสติปรากฏอยู่เฉพาะหน้าว่า ‘จิตมีอยู่’ ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ เจริญสติเท่านั้น ไม่อาศัย (ตัณหาและทิฏฐิ) อยู่ และไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ ในโลก...
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของ เหล่าสัตว์ เพื่อล่วงโสกะและปริเทวะ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งนิพพาน ทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ