มหาสติปัฏฐานสูตร(๑) การเจริญสติตามหลักคำสอนพระศาสดา
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑๐๑ มหาสติปัฏฐานสูตร ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน สูตรใหญ่

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑๐๑ มหาสติปัฏฐานสูตร ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน สูตรใหญ่
เห็นความเกิดชัด (คือเห็นสังขตัง เห็นปฏิจจสมุปปันนังชัด) ย่อมเห็นความไม่เที่ยงชัด ย่อมเห็นความเป็นธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นชัด ย่อมทำให้ไม่เห็นเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาในธรรมเหล่านั้นอยู่ เห็นความดับ คือเห็นความเป็นทุกข์ ของธรรมะนั้นชัดเจน (เพราะเกิดแล้ว ปรุงแต่งแล้ว ย่อมสิ้นไป เสื่อมไปคลายไปดับไปในที่สุด) ดังนั้นการเห็นความเกิดความดับ จึงทำให้แจ้งใน ความไม่เที่ยงของธรรมทั้งปวง ความเป็นทุกข์ของธรรมทั้งปวง ความเป็นอนัตตาของธรรมทั้งปวง
ปฏิจจสมุปบาท ธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น เป็นอย่างไร ขอให้ตั้งใจ ใส่ใจ ฟังให้ดี
การพิจารณาเนื้อความตามกาลมีอานิสงส์ ๖ ประการ (ภิกษุในธรรมวินัย จะได้รับอานิสงส์ ๖ ประการนี้)
ภูตะ มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเพราะอาหาร
ธาตุหก อายตนะหก ขันธ์ห้า การพิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิด หรือเห็นความเกิด การพิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุดับ หรือเห็นความดับ ของธาตุหก อายตนะหก ขันธ์ห้า เป็นคุณธรรมที่มีในอริยสาวก เพราะนี่คือลักษณะของสติ นี่คือลักษณะของปัญญา อันเป็นองค์คุณของอริยสาวกทั้งหลาย
อริยสัจสี่ อธิบายโดยรอบสามอาการสิบสอง
เมื่อใด พระอริยสาวก รู้ชัดอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับแห่งอาหาร และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาหาร เมื่อนั้น แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระอริยสาวกก็ชื่อว่ามีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นตรง มีความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้
อริยาสาวกย่อมรู้ชัด กุศลและอกุศล รู้ชัดทางมาของกุศล รู้ชัดทางมาของอกุศล ความรู้นี้ไม่ทั่วไปในปุถุชน
ปริญญา คือการกำหนดรู้ คือการพิจารณาธรรมใดธรรมหนึ่ง เพื่อให้เห็นธรรมนั้นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ ปริญญา มีความหมายเหมือนกับอีกหลายๆคำที่พระศาสดาใช้แทนกัน เช่น โยนิโสมนสิการ พิจารณาเห็น กำหนดรู้ สำเหนียก ศึกษา ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ สังกัปปะ วิตกวิจาร เป็นต้น ผลของการทำปริญญา ผลของการโยนิโสมนสิการ พิจารณาเห็น กำหนดรู้ สำเหนียก ศึกษา ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ สังกัปปะ วิตกวิจาร ก็คือ เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบ( ยถาภูตญาณทัสสนะ) รู้แจ้ง รู้ชัด สัมมาญาณ
การเห็นธรรมเป็นอย่างไร กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว
อย่าเลย วักกลิ จะมีประโยชน์อะไรด้วยร่างกายอันเปื่อยเน่าที่เธอเห็นอยู่นี้ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ความจริง เมื่อเห็นธรรมก็ชื่อว่าเห็นเรา เมื่อเห็นเราก็ชื่อว่าเห็นธรรม
อนุปุพพิกถา อริยสัจสี่
หลักการพึ่งตนพึ่งธรรม ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
หลักการพึ่งตนพึ่งธรรม เป็นอย่างไร
เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจชัดยิ่งขึ้นในการเจริญอริยมรรค
สนทนาธรรม ค่ำวันที่ ๑๐ ก.ค. ๖๖
ปราโมทย์ปีติสุข ที่ฆราวาส ควรจะบรรลุ
ปราโมทย์ปีติสุข ที่ฆราวาส ควรจะบรรลุ
การเจริญสติปัฏฐาน หรือการเจริญสติ ตามคำสอน และเรื่องวิญญาณาหาร อันเป็นส่วนของสัมมาทิฏฐิ ของพระอริยะ
ถ้ายังไม่รู้ชัด กุศล อกุศล อย่างแจ่มแจ้ง ไม่รู้ทางมาของกุศล ไม่รู้ทางมาของอกุศล ไม่อาจจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ตามธรรมวินัยนี้ได้เลย
ธรรมสิบหมวด โอกกันตสังยุต
การประชุม สนทนาธรรมที่ สุธัมมาเทวสภา ของเหล่าเทพ เทวดาผู้เป็นอริยสาวก
เมื่อรู้แจ้งโลก เห็นโลกอย่างถูกต้อง สัญญาในสิ่งทั้งปวงไม่วิปลาส ชื่อว่าเป็นผู้มีราตรีเดียวเจริญ คือมีสติ เห็นโลกอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง
ความจริงอันประเสริฐ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
สนทนาเรื่อง มาร
“ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาท และปฏิจจสมุปปันนธรรมแก่เธอ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”
ปฏิจจสมุปบาท คือความจริงของสังสารวัฏ คือความจริงของธรรมชาติในสังสารวัฏ ที่ธรรมทั้งปวงในสังสารวัฏ หรือธรรมทั้งปวงในฝั่งนี้ ล้วนเป็นสังขตธรรม เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม
สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคสัมปทา ปัญญาสัมปทา สี่ประการนี้ คือคุณธรรมของอริยสาวก ในพระธรรมวินัย ไม่ทั่วไปในปุถุชน
พระศาสดา ทรงจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ บรรพชิตสอนอย่างหนึ่ง คฤหัสถ์สอนอีกอย่างหนึ่ง ตามสมควรแก่อินทรีย์และฐานะ