ราหุโลวาทสูตร
การได้คบพระอริยะ การได้ฟังสัทธรรมจากพระอริยะ การโยนิโสมนสิการ จะเป็นเหตุปัจจัยให้ จิตหลุดพ้น เข้าถึงสมยวิมุตติได้

การได้คบพระอริยะ การได้ฟังสัทธรรมจากพระอริยะ การโยนิโสมนสิการ จะเป็นเหตุปัจจัยให้ จิตหลุดพ้น เข้าถึงสมยวิมุตติได้
การได้คบพระอริยะ การได้ฟังสัทธรรมจากพระอริยะ การโยนิโสมนสิการ จะเป็นเหตุปัจจัยให้ จิตหลุดพ้น เข้าถึงสมยวิมุตติได้
การได้คบพระอริยะ การได้ฟังสัทธรรมจากพระอริยะ การโยนิโสมนสิการ จะเป็นเหตุปัจจัยให้ จิตหลุดพ้น เข้าถึงสมยวิมุตติได้
พระศาสดาตรัสสอนให้เรารู้ความจริงของสังสารวัฏ เพราะไม่รู้ความจริง จึงต้องเวียนอยู่ในฝั่งนี้ เมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็อยู่อย่างเป็นสุขเพราะเข้าใจว่าตัวเราคืออะไร ครั้นตายไปก็รู้ชัดทางที่จะไป เพราะสิ้นสงสัยในธรรมทั้งปวง จึงไม่สะดุ้งแม้ยามจะตาย
พระศาสดาตรัสสอนให้เรารู้ความจริงของสังสารวัฏ เพราะไม่รู้ความจริง จึงต้องเวียนอยู่ในฝั่งนี้ เมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็อยู่อย่างเป็นสุขเพราะเข้าใจว่าตัวเราคืออะไร ครั้นตายไปก็รู้ชัดทางที่จะไป เพราะสิ้นสงสัยในธรรมทั้งปวง จึงไม่สะดุ้งแม้บามจะตาย
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๑๑ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้สามารถถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้ได้ ธรรม ๑๑ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. รู้รูปโค ๒. ฉลาดในลักษณะ ๓. กำจัดไข่ขาง ๔. ปกปิดแผล ๕. สุมไฟ ๖. รู้ท่าน้ำ ๗. รู้ว่ธรรมที่ดื่มแล้ว ๘. รู้ทาง ๙. ฉลาดในโคจร ๑๐. รีดนมให้เหลือ ๑๑. บูชาภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู เป็นผู้บวชนาน เป็น สังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง...
สติปัฏฐานสี่ โพชฌงค์ ๗ จะบริบูรณ์ เมื่อเจริญอานาปานสติถูกต้องตรงตามคำสอนของพระศาสดา
การเจริญสติปัฏฐาน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่ พิจารณาเห็นธรรม เป็นเหตุดับในกายอยู่ พิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรม เป็นเหตุดับในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๒. พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในเวทนาทั้งหลายอยู่ พิจารณา เห็นธรรมเป็นเหตุดับในเวทนาทั้งหลายอยู่ พิจารณาเห็นทั้ง ธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ ๓. พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในจิต ฯลฯ ๔. พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในธร...
เมื่อไม่รู้ความจริงของกาย จะเจริญกายคตาสติ ได้อย่างไร?
“ทีฆาวุ เพราะเหตุนั้น ท่านพึงตั้งอยู่ในองค์เครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการนี้แล้ว เจริญธรรมอันเป็นส่วนแห่งวิชชา ๖ ประการให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘ทีฆาวุ ในเรื่องนี้ ท่านจงพิจารณา เห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง มีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์ มีความหมายรู้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นอนัตตา มีความหมายรู้ในการละ มีความหมายรู้ในการคลายออกได้ มีความหมายรู้ในความดับ’ ทีฆาวุ ท่านพึงสำเหนียกอย่างนี้แล”
ในสังสารวัฏนี้มีหกธาตุ (ดิน/น้ำ/ไฟ/ลม/อากาส/วิญญาณ) หกธาตุแปรผันเป็นอายตนะหก และทำให้เกิดขันธ์ห้า ทั้งหมดในฝั่งนี้เป็นเพียงสังขตธรรม อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขาที่แท้จริง
กามภพ รูปภพ อรูปภพ โอกกันตสังยุต
จิต เกิดจาก ปรุงแต่ง(สังขาร)ขึ้นจาก เวทนา และ สัญญา จิตตสังขาร คือ การปรุงแต่งให้เกิดจิต มโน คือ อายตนะภายใน ที่เป็นนามธรรม หรือ นามกาย วิญญาณ มีสองนัยยะ ๑.ถ้าเป็นวิญญาณาหาร (อาหาร) อาหารนี้เกิดจากตัณหา ทำหน้าที่เป็นปัจจัยให้มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ๒.ถ้าเป็นวิญญาณขันธ์ (ขันธ์) ขันธ์นี้เกิดจากนามรูป หรือ อายตนะภายในภายนอกกระทบกัน ทำหน้าที่รู้แจ้งทางตา/หู/จมูก/ลิ้น/กาย/ใจ
ต้อนรับคณะหนองคาย (๔)
ต้อนรับหนองคาย (๒) ด้วยการสนทนา อริยสัจสี่
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๗ หน้าที่ ๓๒๐
“ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๖ ประการนี้ อินทรีย์ ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๖ ประการนี้ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น อริยสาวกนี้เรากล่าวว่า ‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”
“ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๖ ประการนี้ อินทรีย์ ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๖ ประการนี้ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น อริยสาวกนี้เรากล่าวว่า ‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”
“ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๖ ประการนี้ อินทรีย์ ๖ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดความเกิด ความดับ คุณ โทษ และเครื่องสลัดออกจากอินทรีย์ ๖ ประการนี้ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น อริยสาวกนี้เรากล่าวว่า ‘เป็นโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”...
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๑๑๒ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะอุทัย ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมา ก่อนเป็นบุพนิมิต ฉันใด สัมมาทิฏฐิก็ฉันนั้นเหมือน เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิต เพื่อความตรัสรู้อริยสัจ ๔ ประการ ภิกษุผู้มีสัมมาทิฏฐิพึงหวังได้ว่าจักรู้ชัดตาม ความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’
“ภิกษุทั้งหลาย เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรา ยังไม่รู้แจ้งทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจตามความเป็นจริง แล้วจักทำที่สุด แห่งทุกข์โดยชอบได้’
รากเหง้าแห่งอกุศล เป็นอย่างไร คือ โลภะ(ความโลภ) เป็นรากเหง้าแห่งอกุศล โทสะ(ความคิดประทุษร้าย) เป็นรากเหง้าแห่งอกุศล โมหะ(ความหลง) เป็นรากเหง้าแห่งอกุศล นี้เรียกว่า รากเหง้าแห่งอกุศล รากเหง้าแห่งกุศล เป็นอย่างไร คือ อโลภะ(ความไม่โลภ) เป็นรากเหง้าแห่งกุศล อโทสะ(ความไม่คิดประทุษร้าย) เป็นรากเหง้าแห่งกุศล อโมหะ(ความไม่หลง) เป็นรากเหง้าแห่งกุศล นี้เรียกว่า รากเหง้าแห่งกุศล...
ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละสิ่งนั้น สิ่งที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข ก็อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งที่ไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย คือ รูปไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละรูปนั้น รูปที่เธอทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เวทนาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละเวทนานั้น เวทนาที่เธอ ทั้งหลายละได้แล้วนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข สัญญาไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย ... สังขารไม่ใช่ของเธอทั้งหลาย เธอ...
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อผ้าถูกไฟไหม้หรือศีรษะถูกไฟไหม้ ควรทำอย่างไร” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อผ้าถูกไฟไหม้หรือศีรษะถูกไฟไหม้ ควรทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่ง เพื่อดับไฟที่ไหม้ผ้าหรือไฟที่ไหม้ศีรษะนั้นพระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหลาย ควรวางเฉย ไม่ควรใส่ใจถึงผ้าที่ถูกไฟไหม้หรือศีรษะที่ถูกไฟไหม้ ควรทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่ง เพื่อรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการที่ยังไม่รู้แจ้งตามค...
“ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่นิพพานแก่เธอ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ฯลฯ ปฏิปทาที่เป็นสัปปายะแก่นิพพานนั้น เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเห็นว่า ‘จักขุไม่เที่ยง’ เห็นว่า ‘รูปไม่เที่ยง’ เห็นว่า ‘จักขุวิญญาณไม่เที่ยง’ เห็นว่า ‘จักขุสัมผัสไม่เที่ยง’ เห็นว่า ‘แม้ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยก็ไม่เที่ยง’ ฯลฯ
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า ‘มาร มาร‘ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงชื่อว่ามารหรือการบัญญัติว่ามาร” สัตว์ ทุกข์ โลก
การเจริญสติปัฏฐาน เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในกายอยู่ พิจารณาเห็นธรรม เป็นเหตุดับในกายอยู่ พิจารณาเห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรม เป็นเหตุดับในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๒. พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในเวทนาทั้งหลายอยู่ พิจารณา เห็นธรรมเป็นเหตุดับในเวทนาทั้งหลายอยู่ พิจารณาเห็นทั้ง ธรรมเป็นเหตุเกิดทั้งธรรมเป็นเหตุดับในเวทนาทั้งหลายอยู่ ฯลฯ ๓. พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในจิต ฯลฯ ๔. พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดในธร...
โพธิปักขิยธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค มีองค์ ๘...
‘ภิกษุทั้งหลาย ปฏิจจสมุปบาท เป็นอย่างไร คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความ คร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) และอุปายาส(ความ ...