กรรมสามประการนี้ เราทำมาตลอดกาลยาวนาน
กรรมหรือการปฏิบัติ สามประการนี้ สัตว์ทั้งหลาย ทำเก่งทำมาตลอดกาลยาวนาน แต่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

กรรมหรือการปฏิบัติ สามประการนี้ สัตว์ทั้งหลาย ทำเก่งทำมาตลอดกาลยาวนาน แต่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
อยู่จำอริยอุโบสถ ฝึกโยนิโสมนสิการ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
เพราะนามรูปมีแล้ว ผัสสะย่อมมี เพราะผัสสะมี ธรรมชาติที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นจึงมี มั่นพิจารณาเห็นธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น มนสิการให้แยบคาย จนเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท น้อมใจไปในธรรมที่เกิดขึ้น แล้วดับไป เพื่อแจ้งอนัตตาในธรรมทั้งปวงนั้น
หนทางหรือข้อปฏิบัติให้ถึง จิตไม่วิปลาส ทิฏฐิไม่วิปลาส นั้นพระศาสดาเป็นผู้ปฏิบัติได้เป็นบุคคลแรก หนทางนั้นคือการโยนิโสมนสิการ จนเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท แม้เรา ผู้เป็นสาวก เป็นผู้เดินตาม ก็ต้องปฏิบัติตามทางนี้เช่นเดียวกัน
ความรู้ความเข้าใจเรื่องอาหารสี่ จะเป็นไปเพื่อให้เกิด อริยสัมมาทิฏฐิ เป็นความรู้ ที่สำคัญที่จะทำให้เข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท ได้อย่างถูกต้อง
เมตตาสหคตสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๙ หน้าที่ ๑๗๔
อุบาสก อุบาสิกา ผู้ไม่ประมาทต้องมารักษาอริยอุโบสถ และอยู่จำอุโบสถ ๕ ประการนี้คือ ๑. พรหมอุโบสถ ๒. ธัมมอุโบสถ ๓. สังฆอุโบสถ ๔. สีลอุโบสถ ๕. เทวตาอุโบสถ
การพิจารณาเห็นธรรมจากผัสสะที่เกิดขึ้น
เพราะสัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส จึงไม่รู้แจ้ง จิต จึงบัญญัติ จิต ขึ้นเอง เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ๑. ทานกถา (เรื่องทาน) ๒. สีลกถา (เรื่องศีล) ๓. สัคคกถา (เรื่องสวรรค์) ๔. กามาทีนวกถา (เรื่องโทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองแห่งกาม) ๕. เนกขัมมานิสังสกถา (เรื่องอานิสงส์แห่งการออกจากกาม)
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ๑. ทานกถา (เรื่องทาน) ๒. สีลกถา (เรื่องศีล) ๓. สัคคกถา (เรื่องสวรรค์) ๔. กามาทีนวกถา (เรื่องโทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองแห่งกาม) ๕. เนกขัมมานิสังสกถา (เรื่องอานิสงส์แห่งการออกจากกาม)
อาทิตตปริยายสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๖๓
ความไม่เข้าใจชัด เรื่องทาน เรื่องศีล เป็นมูลเหตุให้ถึงความเจริญไม่ได้
อาทิตตปริยายสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๘ หน้าที่ ๒๓๐
ตัวอย่างแนวทางการพิจารณาธรรม แนวทางการเดินมรรค เพื่อรู้แจ้งในธรรมทั้งปวง
ปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย คือ ปรุงแต่งกรรม กรรมอันเป็นเหตุให้เข้าถึงการเกิด แก่ ตายอีกครั้ง พระศาสดาสอนให้เรา ไม่ปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย หมายความว่า ให้เดินมรรค อาศัยอริยมรรค เพื่อให้ถึงความสิ้นกรรม หรือสิ้นสังขารทั้งหลาย หากเดินมรรคได้สมบูรณ์แล้ว ตัณหาสิ้นแล้ว กรรมจึงจะสิ้นไป แม้อริยมรรค ก็เป็นสังขตธรรม ต้องกระทำให้มาก เจริญให้มาก ต้องปรุงแต่งขึ้น แต่กรรมไม่ดำไม่ขาว หรืออริยมรรคนี้ มีลักษณะพิเศษ มีผลอันพิเศษ คือจะเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม หรือสิ้นสังขารทั้งหลาย การสอนให้ไม่คิด ไม่ปรุงแต่ง จึงไม่ใช่คำ...
มหาสาโรปมสูตร และ จูฬสาโรปมสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๑๒ หน้าที่ ๓๔๐ ถึง ๓๕๖
ทำความเข้าใจให้ตรง ในการอยู่จำ อริยอุโบสถ
ไม่รู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท ไม่สมควรกล่าวธรรม ไม่รู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท จะปฏิบัติให้ถูกต้อง ไม่ได้เลย
พระศาสดาปฏิบัติธรรมอย่างไร? การปฏิบัติธรรมที่เป็นไปเพื่อบรรลุสัจจะเป็นอย่างไร?
การเดินทางในทางที่ไม่เคยเดินมาก่อนนี้ยากนัก ต้องฝึก ต้องเจริญให้มาก เพื่อบรรลุความจริง ที่บรรลุได้แสนยาก
ฝึกโยนิโสมนสิการ ฝึกเดินมรรค
บทสนทนา เรื่องปัญญาเป็นอย่างไร ฉบับเต็มจากหมู่คณะร่วมสนทนากัน
อริยสาวกต้องมีปัญญา ปัญญาเบื้องต้นคือ อริยสัมมาทิฏฐิ เกิดจากการได้ฟัง ได้ศึกษา ทำความเข้าใจ จนแจ่มแจ้งในปฏิจจสมุปบาท ปัญญาอีกอย่างคือ ผลของการเดินมรรค ผลของการอาศัยองค์ความรู้คือปัญญาเบื้องต้น หรืออริยสัมมาทิฏฐิ มาเป็นแบบแผนในการคิดพิจารณา หรือโยนิโสมนสิการ จนเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท อีกครั้ง การเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท เป็นเหตุให้มีดวงตาเห็นธรรม เป็นเหตุให้เกิดปัญญาอันเป็นผลจาการเดินมรรค ปัญญานี้จะเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากความยึดมั่นในปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งปวง โดยความเป็นอัตตาได้...
ความรู้ ความเข้าใจแจ่มแจ้งในสังขตธรรมทั้งปวง ในปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งปวง ที่สำคัญ ดังที่พระศาสดารู้แจ้งมาก่อนแล้ว นั้นจะเป็นเหตุให้เกิดปัญญา หรืออริยสัมมาทิฏฐิ ผู้มีอินทรีย์มาก ดังเช่นพระศาสดา เพราะโยนิโสมนสิการ ไปตามปฏิจจสมุปบาท จนรู้แจ้งในสังขตธรรมทั้งปวง ในปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งปวง ย่อมเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากสังขตธรรมทั้งปวง หรือหลุดพ้นจากปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งปวง หรือหลุดพ้นจากทุกข์นั่นเอง
การเห็นแจ้งในธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น อย่างสมบูรณ์ คือเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท การรู้ชัดธรรมชาติที่อาศัยกันเกิดขึ้น เพื่อแปรผันไปสู่ภพใหม่ ไปสู่อัตภาพใหม่ หรือไปสู่ชาติใหม่ ว่าธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ล้วนแปรผันไปเป็นอย่างอื่น ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ปัญญาจึงจะเกิดขึ้นว่า ไม่ควรเลยที่จะพิจารณาเห็นธรรมชาติอันอาพาธ ไม่เที่ยง แตกสลาย โดยความเป็นอัตตา ขั้นตอนรายละเอียดจากธัมมะหนึ่งไปสู่ธัมมะหนึ่ง ในช่วงการเคลื่อนไปสู่ภพใหม่ เราจำเป็นต้องรู้แจ้ง เพื่อให้เกิดปัญญา เพื่อถอนความยึดมั่นในธัมะเ...
ฐานสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๒ หน้าที่ ๙๙
หมวด อิริยาบถและสัมปชัญญะ
เกสปุตติสูตร พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหาจุฬาฯ) เล่มที่ ๒๐ หน้าที่ ๒๕๕ ศรัทธา ความเชื่อสิบประการ ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา ศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา คือ รู้ชัดใน กุศลและอกุศล รู้ชัดปฏิจจสมุปบาท
ผลที่เกิดจากการให้ทาน