KND159 ชอบมากเกินไปจะกลายเป็นบ้า #rebroadcast
#Rerun เอพิโสดรวมศัพท์สำนวนที่ใช้แสดงความคลั่งไคล้ในดีกรีที่ฮาร์ดคอร์เกินกว่าจะใช้คำว่า “ชอบจัง” เฉยๆ

#Rerun เอพิโสดรวมศัพท์สำนวนที่ใช้แสดงความคลั่งไคล้ในดีกรีที่ฮาร์ดคอร์เกินกว่าจะใช้คำว่า “ชอบจัง” เฉยๆ
#Rerun เอพิโสดที่จะชวนคุณใคร่ครวญให้ดีอีกสักทีว่า ความสุขความทุกข์ทั้งหลายที่มีอยู่ในวันนี้ เป็นสิ่งที่เราเลือกเองหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ ทำไมปล่อยให้คนอื่นเขาเลือกหรือกะเกณฑ์ให้ แต่ถ้าเลือกเอง แต่ในวันนี้ไม่มีความสุขแล้ว แล้วทำไมไม่เลือกใหม่
#Rerun เอพิโสดที่จะปลุกวิญญาณนักสืบในตัวคุณ! เขาว่ากันว่า คนเราโกหกประมาณ 10 ถึง 200 ครั้งต่อวัน (ทำไม range มันกว้างจัง) เล็กๆ น้อยๆ เราไม่ว่ากันเช่น “มีเรื่องอะไรเหรอ” “ไม่มีอะไร” “โกรธเหรอ” “ไม่ได้โกรธนี่” หรือ “โกหกหรือเปล่า” “เปล่า” เหล่านี้ แต่ในกรณีที่เราดันไปมองข้ามความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง นี่อาจนำไปสู่ความเสียหายในภายหลังได้ ลองสังเกตการใช้คำหรือพฤติกรรมเหล่านี้ดูสิ
#Rerun หนึ่งในเอพิโสดที่ฮอตฮิตติดชาร์ต เพราะบาดความรู้สึกของคนเก่งทั้งประเทศชาติ ปัญหาใหญ่ของคนเก่งอย่างหนึ่งคือ #ImposterSyndrome เขาไม่ได้ถ่อมตัว เขาไม่ได้ทำท่าเสียความมั่นใจเพื่อให้คนพูดชม แต่เขาเชื่อจริงๆ ว่าตัวเองไม่เก่งพอ ราวกับเป็นคนไม่เอาไหนที่ปลอมตัวมาเป็นคนเก่ง อาการแบบนี้ แก้ยังไงดี
#Rerun อีกหนึ่งเอพิโสด #popquiz ชวนเดาดูว่า 15 คำต่อไปนี้ ถ้ามีคนมากล่าวต่อหน้า แปลว่าเขากำลังอธิบายถึงเราว่าอย่างไร แล้วเราควรจะต้องยิ้มรับหรือไม่
#Rerun เอพิโสดที่จะร่ายยาว 23 พฤติกรรมชวนละเหี่ยเพลียใจที่จะรั้งเราเอาไว้ ไม่ให้พุ่งไปสู่ความเจริญ ขอเชิญทุกท่านฟังแล้วสะดุ้งไปพร้อมๆ กัน เพราะนี่ก็โดนหลายข้อเลย :-(
#Rerun เอพิโสดที่อาจช่วยคุณปรับมุมมองที่มีต่อความสะบักสะบอมของชีวิตที่ผ่านมา ว่ามันไม่ใช่ความล้มเหลวหรือบกพร่อง เพราะถ้าลองมองว่าเหล่านี้เป็นบทเรียนสำคัญ มันก็จะช่วยเสริมตัวตนและ character ของเราให้มีเอกลักษณ์มากขึ้นได้ #kintsugi
ความรู้สึกที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่ถูกต้อง ไม่ควร ไม่ดี แต่ก็ไม่มีวิธีหยุดยั้งไม่ให้เกิด ต้องสะกดจิตตัวเองอย่างไรให้เลิกเสียที (และนี่คือเอพิโสดสุดท้ายของซีซัน 2 ก่อน Off-Season เพื่อหยุดพักผลิตเนื้อหาใหม่หนึ่งเดือน)
ปัญหาของคนไทยจำนวนมากก็คือ อยากเก่งภาษาอังกฤษ แต่ทั้งชีวิตไม่เคยออกนอกประเทศนี้ไปอยู่ไหนนานพอจะฝึกฝนสิ่งที่เรียนๆ มาแทบตาย สุดท้ายก็คืนคุณครูไปหมด แต่ยังมีคนมากมายที่ก็ไม่เคยไปอยู่เมืองนอก ไม่ต่างจากเรา แล้วทำไมภาษาอังกฤษเขาถึงได้โซสตรองเช่นนั้น เขาทำได้อย่างไรกัน?
กำลังใจเริ่มฝ่อ รู้สึกว่าทุกวันนี้กล้ำกลืนฝืนเรียน เริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าจะเอาแค่พอผ่าน เกรดไม่ต้องหรูอะไร หรือเรียนให้เก่งบางอย่างก็พอ เช่น ฝึกพูดให้คล่อง แต่ไม่ต้องอ่านเขียนอังกฤษขั้นเทพก็ได้ อย่างนี้จะโอเคไหมนะ #คำถามนี้ดี
สำหรับคนที่กำลังลังเลว่า จะเรียนต่อเมืองไทยหรือไปต่อเมืองนอกดี ฟังเอพิโสดนี้น่าจะได้หนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
มีเท่าไรก็ทุ่มเทไป เป็นนักให้มืออาชีพ แต่แล้วความรู้สึกที่ว่า “คนที่เขารับไปไม่ได้มีความตั้งใจจะให้อะไรเรากลับมาเลย” เริ่มหลอนและบั่นทอนขึ้นทุกที นี่เรากำลังโดนเขาหลอกใช่ไหมนะ
ทำไมเจนวาย หรือ Millennial จึงให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์มากกว่าอาชีพการงานที่มั่นคง พวกเขาจับจดเกินไปและขาดความจงรักภักดีต่อองค์กรจริงหรือเปล่า ว่าแต่ทำไมเจนวายโดนหลายกระทงเหลือเกิน ทั้งที่พวกเขาเป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้อยู่เชียวนะ #SamsungGalaxyNote10
เขียน Statement of purpose อย่างไรให้มหาวิทยาลัยอยากได้จนตัวสั่น และถ้าเขียนไม่เก่งจ้างเขียนได้ไหม ซ้อมสัมภาษณ์อย่างไรให้มั่นใจจนลืมไปเลยว่าต้องไปคุยกับเขาเป็นภาษาอังกฤษ! #คำถามนี้ดี
นี่เป็นคนละเรื่องกับการพูดไทยคำอังกฤษคำ เพราะในหลายกรณีการทับศัพท์ก็จำเป็นและเหมาะสม แต่เพื่อการพัฒนาภาษาอังกฤษ พิถีพิถันกันอีกสักนิดกับการทับศัพท์ให้ทั้งถูกความหมายและถูกประเภทของคำในประโยคด้วยดีกว่า (ย้ำว่าเนิร์ดมากจริงๆ)
ภาษาไทยมีการใช้ ก.ไก่ ข.ไข่ เพราะเวลาพูด ‘สอ’ จะได้รู้ว่ามันคือ ส.เสือ หรือ ศ.ศาลา และตัวอักษรเสียงคล้ายๆ กันอย่าง บ.ใบไม้ หรือ ป.ปลา จะได้ไม่สับสน แล้วภาษาอังกฤษเขาใช้ a.ant มด หรือ b.boy เด็กผู้ชาย อย่างที่เราท่องกันมาแต่เด็กหรือเปล่า ตอบว่า ก็ไม่ผิด แต่ที่ใช้กันเป็นมาตรฐานสากลเขาก็มีบัญญัติไว้ ไปฟังกัน
หนึ่งในความคับข้องใจคลาสสิกที่หาคำตอบแบบสูตรสำเร็จได้ยาก แต่พี่ดีเจอ้อย นภาพร ก็อยากฝากข้อคิดบางอย่างเอาไว้ให้ เผื่อจะเอาไปปรับใช้ได้
โคว้ตจะดี ต้องตีความให้ดีๆ และแปลให้ถูกๆ มิเช่นนั้นอาจเป็นการหลอกตัวเองไปวันๆ ว่าฉันใช้ชีวิตอย่างคมคายและเปี่ยมความหมายแล้ว ทั้งที่จริงคือแอบเข้าข้างตัวเองดื้อๆ มาโดยตลอด
หลายคนคงรู้สึกว่า เอ หรือว่าเราจะหัวไม่ดี ทำไมสมองเราไม่ยอมจำซะที ตัวสะกดคำที่ใช้บ่อยๆ ก็จำไม่ได้เสียที แต่ที่แท้แล้วคุณอาจเป็น dyslexic ต่างหาก ไหนอาการเป็นยังไงลองไปฟังกันดูซิ
ความคมคายสละสลวยของคำกล่าวเหล่านี้ไม่ได้การันตีว่ามันเป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ หรือเป็นวิทยาศาสตร์ หรือเป็นสูตรสำเร็จแต่อย่างใด ไม่ต้องรีบเชื่อและรีบเอาไปทำตามทันทีก็ได้ ดูก่อนไหมว่าเราตีความมันถูกต้องหรือยัง
นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเราไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจตอนไหน ยืนยันได้ว่าเราไม่เคยเจตนาจะร้ายใส่ใคร แล้วทำไมคนอื่นไม่ค่อยชอบเราล่ะ! เราว่าเราก็น่ารักและนิสัยดีนะ!
มีคนได้ยินคำซึ้งๆ มาว่า “เธอคือบ้านของฉัน” ก็เลยอยากรู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรหรือ ที่จะสร้างความรู้สึกของการเป็นเหมือน ‘บ้าน’ ของกันและกันขึ้นมาได้
“ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงนมของไก่หรือตีนของงูจริงๆ แต่แปลว่าต่างฝ่ายต่างรู้เช่นเห็นชาติกันดี ลองนึกว่าต้องแปลสำนวนนี้แบบตรงตามตัวอักษรให้ฝรั่งฟังก็ขำแล้ว และเรื่องของสุภาษิตพังเพยหรือสำนวนแปลกๆ ก็มีให้ฮากันในทุกชาติทุกภาษาจริงๆ
วิธีใช้ ‘Whatever’ ในการช่วยแสดงความรู้สึกในหลากหลายสถานการณ์ ทั้งความไม่สลักสำคัญ เพื่อแสดงความยินยอม เพราะเถียงไม่ได้หรือขัดไม่ได้ เพื่อเตือนให้ระวัง เพื่อแสดงความมุ่งมั่น ไปจนกระทั่งแสดงความหงุดหงิดใจ
สามคำที่จะช่วยเปิดใจผู้ฟัง และเปิดทางให้เราในฐานะผู้สะท้อนและวิจารณ์ ในการที่จะเข้าไปช่วยกัน ‘Co-create’ ผลงานต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยยังสามารถรักษาความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน นี่เป็นกรอบความคิด (Framework) น่าสนใจที่ได้จากการร่วมงานกับทีม Glow Story กลุ่มหนุ่มสาวที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘Passionate Storytellers’
5 คำคมจากหนังสือ Beautiful Monkey ที่อย่ามัวแต่ขำไหล่สั่น ลองนำมันไปใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตจริงด้วยก็ได้อยู่
ทุกคนต้องเคยอยู่ในฐานะที่มีเพื่อนเข้ามาขอคำปรึกษา และคนที่เก่งในเรื่องให้คำปรึกษาจนทุกคนต้องนึกถึงและอยากคุยด้วยเวลามีปัญหานี่เขาดูเท่ดีจัง ทำอย่างไรจึงจะเป็นอย่างนั้นได้บ้าง ฟังคำแนะนำจากผู้ที่อยู่ในฐานะ ‘ที่ปรึกษาแห่งชาติ’ มากว่า 20 ปีอย่างดีเจพี่อ้อยแห่งคลับฟรายเดย์
อย่างหนึ่งคือรู้สึกแย่กับตัวเองและบอกมันออกมา แต่อีกอย่างคือรู้สึกดีกับตัวเองแต่ไม่คิดว่าต้องป่าวประกาศออกมาก็ได้ และมาดูกันต่อไปว่า modest กับ humble นั้นเหมือนหรือต่างกันอย่างไร แล้วเราควรเลือกที่จะเป็นแบบไหนกันแน่
คำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ใช้ได้บ่อย มาเจอหน้ากันเถอะ มารีบทำสิ่งที่ควรทำกันเถอะ ยอมรับความจริงกันเถอะ
มีคนจำนวนมากที่มีความสามารถพิเศษในการเข้ากับใครก็ได้ เขาจึงเป็นทั้งที่ชื่นชอบของทุกคน และเขาก็ชอบทุกคน แต่ถ้าเราไม่ใช่คนแบบนั้น แต่อยากเป็นบ้าง เราจะสร้างทักษะเหล่านี้ขึ้นมาบ้างได้ไหม อย่างน้อยคือในบางกรณีที่รู้สึกว่า เคมีดีๆ เป็นสิ่งจำเป็นอยู่เหมือนกัน ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว